วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประโยชน์การเล่นกีฬาตระกร้อ

 ตระกร้อเป็นกีฬาไทยที่เล่นกันแพร่หลายมานานนับศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นตามชนบท ในวัด ในวัง ในเมือง จะพบเห็นการเล่นตะกร้อเสมอ เพราะตะกร้อไม่ต้องใช้บริเวณพื้นที่กว้างขวางเหมือนกีฬาประเภทอื่น ๆ อุปกรณ์ก็หาได้ง่าย ทั้งผู้เล่นก็ไม่จำกัดรูปร่าง เพศหรือวัย ตลอดจนไม่จะกัดผู้เล่นตายตัว อาจยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมการเล่นตะกร้อจึงได้รับความนิยมตลอดมาซึ่งผู้เล่นจะได้รับประโยชน์จากการเล่นทั้งทางตรงและทางอ้อมนับอเนกประการดังนี้



                3 ) การเล่นตระกร้อยังเป็นพื้นฐานของการเล่นกีฬาปะเภทอื่นได้เป็นอย่างดี

                 4 ) การเล่นตระกร้อสามารถเล่นคนเดียวก็ได้

                  5 ) การเล่นตระกร้อ เป็นการฝึกให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว

                 6 ) การเล่นตระกร้อเป็นการฝึกให้เป็นผู้ที่มีอารมณ์เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ

                7 ) การเล่นตระกร้อเป็นการฝึกการตัดสินใจ

               8 ) การเล่นตระกร้อจะช่วยประสานหน้าที่ของอวัยวะในร่างกายให้มีระบบการทำงานดีขึ้น และเป็นการฝึกประสาทได้เป็นอย่างดี

                10 ) การเล่นตระกร้อนั้นเล่นได้ไม่จำกัดเวลา

                11 ) กีฬาตระกร้อเล่นได้ไม่จำกัดสถานที่

                12 ) ตระกร้อเป็นกีฬาที่เหมาะสมกับบุคคลทุกเพศทุกวัย
เพราะเป็นกีฬาที่ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป สามารถปรับการเล่นตามความสามารถและกำลังของผู้เล่นได้ ทั้งในด้านทักษะก็มีหลายระดับชั้น ซึ่งดูเหมือนจะท้าทายและจูงใจผู้เล่นไม่รู้จบสิ้น ผู้เล่นสามารถพัฒนาทักษะไปตามวัย นอกจากนั้นอาจเล่นเพื่อความสวยงาม
 อาจจะเป็นในร่มหรือกลางแจ้ง ทั้งสภาพของสนามก็ไม่เป็นอุปสรรคมากมายนัก ขนาดของสนามก็ยืดหยุ่นได้ไม่ตายตัวเหมือนกีฬาอื่น ๆ
คือจะเล่นเวลาใดก็ได้ตามความประสงค์ของผู้เล่น ทั้งระยะเวลาในการเล่นก็ไม่กำหนดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความพอใจของผู้เล่น 
เพราะการเล่นลูกแต่ละครั้งต้องอาศัยระหว่างความสัมพันธ์ ระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆ เพื่อทำให้การเตะและการเล่นลูกเป็นไปอย่างราบรื่น นิ่มนวลและได้จังหวะ ทั้งจะต้องมีปฏิภาณไหวพริบ มีการแก้ไขปัญหาตลอดเวลาที่เล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเล่นเพื่อแข่งขัน จะต้องมีการวางแผนการเล่นโดยอาศัยปัจจัยหลายประการ เนื่องจากการแข่งขันจะชี้ได้ว่าใครมีเชาว์ปัญญา ปฏิภาณไหวพริบดีกว่าหรือมากกว่ากัน
                                                                     
                9 ) การเล่นตระกร้อก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดทั้งผู้เล่นและผู้ชม
การร่วมวงเล่นตะกร้อมักจะมีการส่งเสียงแสดงความดีใจพอใจตลอดเวลาในการเล่น หรือการเตะท่าพลิกแพลงต่างๆ ของผู้เข้าร่วมวงอยู่เสมอ จึงก่อให้เกิดความสามัคคีระหว่างผู้เล่นด้วยกัน รู้จักหน้าที่รับผิดชอบและให้โอกาสแก่ผู้อื่น เกิดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมีความเข้าอกเข้าใจ รู้นิสัยใจคอกันดีขึ้น ยอมรับผิดและให้อภัยกันเสมอ นับเป็นการช่วยส่งเสริมให้เข้าสังคมได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
เพราะก่อนการเล่นลูกทุกครั้งจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทาง ความเร็ว ความแรงและลักษณะการหมุนของลูก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจว่าต้องเล่นลูกด้วยท่าใด ส่งลูกไปยังทิศทางใด การกะระยะส่งลูก เป็นต้น
 เพราะการเล่นหรือการเตะลูกแต่ละครั้งจะต้องอาศัยสมาธิ และความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ถ้าหากใจร้อนหรือลุกลี้ลุกลน การเตะแต่ละครั้งก็จะเสียไป ทำให้เล่นผิดพลาดได้บ่อยๆ ถ้าเป็นการแข่งขันก็จะพ่ายแพ้แก่คู่แข่งขันได้ง่าย
เพราะต้องมีความระมัดระวังตัวและเตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าเล่นลูกในลักษณะต่างๆ อยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนไหวก็ต้องกระทำด้วยความรวดเร็วกระฉับกระเฉง เพื่อให้ทันกับจังหวะที่จะเล่นลูก
 หรือถ้ามีผู้เล่นมากขึ้นก็สามารถปรับการเล่นได้ตามความเหมาะสม อันตรายจากการเล่นตะกร้อนั้นมีน้อยมาก เพราะจะไม่มีการปะทะหรือถูกต้องตัวกันระหว่างผู้เล่นด้วยกันเอง หรือแม้แต่อุปกรณ์การเล่น ก็มิได้ทำให้เกิดอันตราย ถ้าผู้เล่นรู้จักสังเกตว่ามีอุปกรณ์ใดชำรุดก็ปรับเปลี่ยนหรือซ่อมแซมให้พร้อมก่อนที่จะเล่น การเคลื่อน ที่ด้วยความระมัดระวังก็จะทำให้เกิดการหกล้มเสียหลักได้ยาก และการเล่นตะกร้อนั้นสามารถใช้อวัยวะได้หลายส่วน ทำให้ไม่เกิดการบอบช้ำเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอีกด้วย
เพราะทำให้ผู้เล่นรู้จักวิธีการครอบครองลูก รู้จังหวะเข้าออก จังหวะการเตะ โดยให้มีความสัมพันธ์ระหว่างมือ เท้า อวัยวะต่างๆ ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกัน สร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดความแข็งแรงและความอดทนอีกด้วย
                2 ) การเล่นตระกร้อเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสและที่สำคัญผู้ที่เล่นตะกร้อยังได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งที่ส่งเสริมกีฬาศิลปะและวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติอีกด้วย
                1 ) ตระกร้อเป็นกีฬาที่ประหยัด  ลงทุนน้อยแต่เล่นได้หลายคน คุ้มค่าเงิน สามารถร่วมทุนกันคนละเล็กละน้อยหรือผลัดกันซื้อก็ได้     ทั้งลูกตะกร้อก็มีความทนทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้จักใช้และรู้จักเก็บรักษาให้ดี

ความเป็นมาของการแข่งขันตะกร้อคิงส์คัพ


ประวัติการจัดการแข่งขัน
ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร

                      กีฬาตะกร้อ เดิมที่เป็นกีฬาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนอกเหนือจากกีฬาตะกร้อแล้ว สมาคมกีฬาไทยฯ ยังกำกับดูแลกีฬาหมากรุก สกา  กระบี่กระบอง และว่าวจุฬา-ปักเป้า โดยมีการจัดการแข่งขันกีฬาดังกล่าวทั้งหมดปีละครั้ง ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี ณ บริเวณท้องสนามหลวง ถือว่าเป็นการจัดการแข่งขันประเพณีกีฬาไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 กีฬาเซปักตะกร้อซึ่งชาวไทยเรียกว่าตะกร้อข้ามตาข่าย ได้ถูกบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาแหลมทองในสมัยนั้น ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นกีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน ในการแข่งขันทีมนักกีฬาของไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยังสู้นักกีฬาของประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะมีการจัดการแข่งขันน้อยมาก 1 ปีมีการจัดการแข่งขันเพียงครั้งเดียว ทำให้การพัฒนาทั้งในด้านนักกีฬาและเทคนิคต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้า เพราะไม่มีนักกีฬาเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่เป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับนานาชาติแล้ว สมาคมกีฬาไทย จึงได้มีดำริที่จะพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีนักกีฬาเล่นมากยิ่งขึ้นโดยจัดวางโครงการขึ้น 2 โครงการ คือ
                      1. จัดรายการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้ พันเอก เดชา   กาลบุตร เลขาธิการสมาคมฯ ประสานกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร จำนวน 2 ถ้วย   เพื่อมอบให้แก่ทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศการแข่งขันเซปักตะกร้อ และตะกร้อลอดห่วง ซึ่งสมาคมกีฬาไทยฯ ก็ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานฯ เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม 2521 ณ สนามยิมเนเซี่ยม 2 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2524 แผนกกีฬาตะกร้อ สมาคมกีฬาไทยฯ ได้แยกออกมาเป็นสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมาคมตะกร้อฯ ก็ได้รับภาระมาดำเนินการจัดการแข่งขันตลอดมา
                      ปี พ.ศ. 2535 สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้มีการพิจารณาที่จะพัฒนานักกีฬาเซปักตะกร้อระดับเยาวชนให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหานักกีฬาดาวรุ่งที่มีอายุน้อยมาทดแทนนักกีฬารุ่นเก่า ในการเตรียมทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ในอนาคต ประกอบกับปีดังกล่าว ชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้ดำริจัดกิจกรรม งานมหกรรมกีฬาสมัครเล่น เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ในวาระเฉลิมฉลองทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา สมาคมตะกร้อฯ    โดย พลตรีจารึก  อารีราชการัณย์ นายกสมาคมฯ จึงได้ประสานขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เพิ่มอีก 1 ถ้วย เพื่อเป็นรางวัลให้กับทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศเซปักตะกร้อประเภทเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 20 ปี ในการแข่งขันงานมหกรรมกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินี-นาถ ของชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-25 เมษายน 2535 ณ ยิมเนเซี่ยม 1 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน และได้ถูกบรรจุเข้าร่วมกับการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาจนถึงทุกวันนี้
                      2. โครงการเตรียมทีมชาติไทยต่อเนื่อง โดยสร้างทีมนักกีฬาทีมชาติไทยขึ้นมา 2 ชุด แยกเป็นทีมชาติไทยชุอเอ. ซึ่งเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน และทีมชาติไทยชุดบี. ซึ่งเป็นนักกีฬาดาวรุ่งที่มีความสามารถไว้คอยทดแทนนักกีฬาทีมชาติไทยชุอเอ. ที่หมดสภาพ
                      การดำเนินการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปี จนถึงปัจจุบัน
ประวัติการจัดการแข่งขัน
ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร

                      กีฬาตะกร้อ เดิมที่เป็นกีฬาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนอกเหนือจากกีฬาตะกร้อแล้ว สมาคมกีฬาไทยฯ ยังกำกับดูแลกีฬาหมากรุก สกา  กระบี่กระบอง และว่าวจุฬา-ปักเป้า โดยมีการจัดการแข่งขันกีฬาดังกล่าวทั้งหมดปีละครั้ง ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี ณ บริเวณท้องสนามหลวง ถือว่าเป็นการจัดการแข่งขันประเพณีกีฬาไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 กีฬาเซปักตะกร้อซึ่งชาวไทยเรียกว่าตะกร้อข้ามตาข่าย ได้ถูกบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาแหลมทองในสมัยนั้น ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นกีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน ในการแข่งขันทีมนักกีฬาของไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยังสู้นักกีฬาของประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะมีการจัดการแข่งขันน้อยมาก 1 ปีมีการจัดการแข่งขันเพียงครั้งเดียว ทำให้การพัฒนาทั้งในด้านนักกีฬาและเทคนิคต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้า เพราะไม่มีนักกีฬาเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่เป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับนานาชาติแล้ว สมาคมกีฬาไทย จึงได้มีดำริที่จะพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีนักกีฬาเล่นมากยิ่งขึ้นโดยจัดวางโครงการขึ้น 2 โครงการ คือ
                      1. จัดรายการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้ พันเอก เดชา   กาลบุตร เลขาธิการสมาคมฯ ประสานกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร จำนวน 2 ถ้วย   เพื่อมอบให้แก่ทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศการแข่งขันเซปักตะกร้อ และตะกร้อลอดห่วง ซึ่งสมาคมกีฬาไทยฯ ก็ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานฯ เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม 2521 ณ สนามยิมเนเซี่ยม 2 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2524 แผนกกีฬาตะกร้อ สมาคมกีฬาไทยฯ ได้แยกออกมาเป็นสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมาคมตะกร้อฯ ก็ได้รับภาระมาดำเนินการจัดการแข่งขันตลอดมา
                      ปี พ.ศ. 2535 สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้มีการพิจารณาที่จะพัฒนานักกีฬาเซปักตะกร้อระดับเยาวชนให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหานักกีฬาดาวรุ่งที่มีอายุน้อยมาทดแทนนักกีฬารุ่นเก่า ในการเตรียมทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ในอนาคต ประกอบกับปีดังกล่าว ชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้ดำริจัดกิจกรรม งานมหกรรมกีฬาสมัครเล่น เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ในวาระเฉลิมฉลองทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา สมาคมตะกร้อฯ    โดย พลตรีจารึก  อารีราชการัณย์ นายกสมาคมฯ จึงได้ประสานขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เพิ่มอีก 1 ถ้วย เพื่อเป็นรางวัลให้กับทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศเซปักตะกร้อประเภทเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 20 ปี ในการแข่งขันงานมหกรรมกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินี-นาถ ของชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-25 เมษายน 2535 ณ ยิมเนเซี่ยม 1 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน และได้ถูกบรรจุเข้าร่วมกับการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาจนถึงทุกวันนี้
                      2. โครงการเตรียมทีมชาติไทยต่อเนื่อง โดยสร้างทีมนักกีฬาทีมชาติไทยขึ้นมา 2 ชุด แยกเป็นทีมชาติไทยชุอเอ. ซึ่งเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน และทีมชาติไทยชุดบี. ซึ่งเป็นนักกีฬาดาวรุ่งที่มีความสามารถไว้คอยทดแทนนักกีฬาทีมชาติไทยชุอเอ. ที่หมดสภาพ
                      การดำเนินการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปี จนถึงปัจจุบัน
ประวัติการจัดการแข่งขัน
ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร

                      กีฬาตะกร้อ เดิมที่เป็นกีฬาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนอกเหนือจากกีฬาตะกร้อแล้ว สมาคมกีฬาไทยฯ ยังกำกับดูแลกีฬาหมากรุก สกา  กระบี่กระบอง และว่าวจุฬา-ปักเป้า โดยมีการจัดการแข่งขันกีฬาดังกล่าวทั้งหมดปีละครั้ง ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี ณ บริเวณท้องสนามหลวง ถือว่าเป็นการจัดการแข่งขันประเพณีกีฬาไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 กีฬาเซปักตะกร้อซึ่งชาวไทยเรียกว่าตะกร้อข้ามตาข่าย ได้ถูกบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาแหลมทองในสมัยนั้น ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นกีฬาซีเกมส์ในปัจจุบัน ในการแข่งขันทีมนักกีฬาของไทยไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะยังสู้นักกีฬาของประเทศมาเลเซียไม่ได้ เพราะมีการจัดการแข่งขันน้อยมาก 1 ปีมีการจัดการแข่งขันเพียงครั้งเดียว ทำให้การพัฒนาทั้งในด้านนักกีฬาและเทคนิคต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้า เพราะไม่มีนักกีฬาเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งที่เป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับนานาชาติแล้ว สมาคมกีฬาไทย จึงได้มีดำริที่จะพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีนักกีฬาเล่นมากยิ่งขึ้นโดยจัดวางโครงการขึ้น 2 โครงการ คือ
                      1. จัดรายการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายให้ พันเอก เดชา   กาลบุตร เลขาธิการสมาคมฯ ประสานกับสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร จำนวน 2 ถ้วย   เพื่อมอบให้แก่ทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศการแข่งขันเซปักตะกร้อ และตะกร้อลอดห่วง ซึ่งสมาคมกีฬาไทยฯ ก็ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานฯ เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม 2521 ณ สนามยิมเนเซี่ยม 2 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2524 แผนกกีฬาตะกร้อ สมาคมกีฬาไทยฯ ได้แยกออกมาเป็นสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อให้การพัฒนากีฬาเซปักตะกร้อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมาคมตะกร้อฯ ก็ได้รับภาระมาดำเนินการจัดการแข่งขันตลอดมา
                      ปี พ.ศ. 2535 สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้มีการพิจารณาที่จะพัฒนานักกีฬาเซปักตะกร้อระดับเยาวชนให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหานักกีฬาดาวรุ่งที่มีอายุน้อยมาทดแทนนักกีฬารุ่นเก่า ในการเตรียมทีมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ ในอนาคต ประกอบกับปีดังกล่าว ชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้ดำริจัดกิจกรรม งานมหกรรมกีฬาสมัครเล่น เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีนาถ ในวาระเฉลิมฉลองทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา สมาคมตะกร้อฯ    โดย พลตรีจารึก  อารีราชการัณย์ นายกสมาคมฯ จึงได้ประสานขอพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เพิ่มอีก 1 ถ้วย เพื่อเป็นรางวัลให้กับทีมนักกีฬาที่ชนะเลิศเซปักตะกร้อประเภทเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 20 ปี ในการแข่งขันงานมหกรรมกีฬาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินี-นาถ ของชมรมสมาคมกีฬาสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16-25 เมษายน 2535 ณ ยิมเนเซี่ยม 1 สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน และได้ถูกบรรจุเข้าร่วมกับการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาจนถึงทุกวันนี้
                      2. โครงการเตรียมทีมชาติไทยต่อเนื่อง โดยสร้างทีมนักกีฬาทีมชาติไทยขึ้นมา 2 ชุด แยกเป็นทีมชาติไทยชุอเอ. ซึ่งเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน และทีมชาติไทยชุดบี. ซึ่งเป็นนักกีฬาดาวรุ่งที่มีความสามารถไว้คอยทดแทนนักกีฬาทีมชาติไทยชุอเอ. ที่หมดสภาพ
                      การดำเนินการจัดการแข่งขันตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันเป็นประจำทุกปี จนถึงปัจจุบัน



ความเป็นมาของการแข่งขันตะกร้อคิงส์คัพ


ความเป็นมาของการแข่งขันตะกร้อคิงส์คัพ เริ่มต้นเมื่อสมัยที่สมาคมตะกร้อ แห่งประเทศไทยยังรวมตัวอยู่กับสมาคมกีฬาไทยฯ ซึ่งได้จัดการแข่งขันเซปักตะกร้อนานาชาติชิงถ้วยของสมาคมกีฬาไทยหรือที่เรียกว่า เซปักตะกร้อ ทีเอสเอ คัพที่นครสวรรค์ เมื่อกลางปี พ.ศ.2525 ซึ่งเป็นที่พอใจของกลุ่มประเทศสมาชิกสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเซียมาก และในการประชุมสหพันธ์ฯ ในระหว่างการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 12 ที่ประเทสสิงค์โปร์ ปี พ.ศ. 2526 กลุ่มประเทศสมาชิกสหพันธ์ฯ ก็ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยจัดการแข่งขันต่อไปอีก เพราะเห็นว่าการแข่งขันครั้งนั้นเป็นเกียรติภูมิของกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน แต่ภายหลังสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยได้แยกออกมาเป็นสมาคมฯ โดยเอกเทศจากสมาคมกีฬาไทยฯ จึงต้องรับช่วงภาระนี้ต่อ ซึ่งมีความคิดที่จะจัดอยู่เหมือนกัน แต่เพราะแยกออกมาแล้ว จะจัดโดยใช้ชื่อการแข่งขันว่า เซปักตะกร้อ ทีเอสเอ คัพ เหมือนเก่าก็ไม่ได้ สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยจึงเห็นว่า ในเมื่อมีความคิดที่จะจัดการแข่งขันทั้งทีก็ควรจัดให้ยิ่งใหญ่เต็มภาคภูมิไปเลย จึงได้ดำเนินการขอพระราชทานถ้วยคิงส์คัพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยให้แก่สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย และเพื่อที่จะให้การแข่งขันครั้งนี้ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีของถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทางสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยจึงกำหนดจัดให้เป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยการเชิญประเทศที่มีการเล่นตะกร้อทั้งหมดมาร่วมการแข่งขัน ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกซีเกมส์ทั้งหมด ที่ตกลงมาร่วมการแข่งขัน แต่ปัจจุบันได้มีประเทศสมาชิกจากทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันมากกว่า 20 ประเทศ

การให้คะเเนนกีฬาตระกร้อ

การให้คะแนนของท่าการเล่น


ลำดับ

1
2
3
4
5
6
7
8

9
10
11
12
13
14
15
16
17

18
18
20
21
22
23
24
25
26
27

ท่าการเล่น
ลูกด้านหน้า
ลูกหน้าเท้า (ลูกแป)
ลูกหลังเท้า
ลูกไขว้หน้าด้วยหลังเท้า
ลูกแข้ง
ลูกเข่า
ลูกไขว้หน้าด้วยเข่า
ลูกไหล่
ลูกศีรษะ (โหม่ง)
ลูกด้านข้าง
ลูกข้าง
ลูกข้างบ่วงมือ
ลูกไขว้
ลูกไขว้บ่วงมือ
ลูกส้นไขว้
ลูกส้นไขว้บ่วงมือ
ลูกกระโดดไขว้ (ขึ้นม้า)
ลูกกระโดดไขว้บ่วงมือ (ขึ้นม้าบ่วงมือ)
ลูกตัดไขว้
ลูกด้านหลัง
ลูกศอกหลัง
ลูกตบหลัง
ลูกข้างหลัง
ลูกข้างหลังบ่วงมือ
ลูกแทงส้นตรงหลัง
ลูกแทงส้นตรงหลังบ่วงมือ
ลูกตบหลังบ่วงมือ
ลูกตบหลังสองเท้าพร้อมกัน
ลูกกระโดดพับหลังตบ
ลูกกระโดดพับหลังตบบ่วงมือ
คะแนน

10
15
30
15
15
20
10
10

10
15
15
25
20
30
10
15
25

15
20
20
25
30
40
30
50
40
50





การตัดสิน
                10.1 ทีมใดได้คะแนนมากที่สุด ทีมนั้นชนะ
                10.2 ถ้าได้คะแนนเท่ากัน ทีมใดได้จำนวนครั้งที่เข้าห่วงมากกว่า ทีมนั้นชนะ
10.3 ถ้าได้คะแนน และจำนวนครั้งที่เข้าห่วงเท่ากัน ทีมใดได้เข้าห่วงด้วยท่าที่คะแนนสูง
 กว่า ทีมนั้นชนะ
                10.4 ถ้าทั้งหมดดังกล่าวเท่ากัน ให้เป็นไปตามระเบียบของการแข่งขันครั้งนั้นๆ

กติกากีฬาตระกร้อ(ลอดห่วง)

กติกากีฬาตะกร้อลอดห่วง
ของ สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย
ฉบับปรับปรุง-แก้ไขใหม่ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546
ให้เริ่มใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547
____________________________________________________
1. สนามแข่งขัน
สนามเป็นพื้นราบ จะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ วัดจากพื้นสนามขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ 8 เมตร ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ และให้มีวงกลมรัศมี 2 เมตร จากจุดศูนย์กลางสนาม ความกว้างของเส้นวงกลม มีความกว้าง 4 เซนติเมตร มีห่วงชัยแขวนอยู่ ณ จุดศูนย์กลางของวงกลม โดยเชือกที่แขวนห่วง มีความยาวจากรอกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร
2. ห่วงชัย
                ห่วงชัยประกอบด้วยวงกลม 3 ช่อง ขนาดเท่ากัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดจากภายใน กว้าง 45 เซนติเมตร ห่วงทั้ง 3 นี้ จะทำด้วย โลหะ หวาย หรือไม้ ก็ได้ แต่ต้องผูกหรือบัดกรีติดกันแน่นเป็นรูป 3 เส้า วงห่วงแต่ละห่วงตั้งตรง และหุ้มด้วยวัสดุที่มีความนุ่มแล้ว วัดโดยรอบไม่เกิน 10 เซนติเมตร และมีถุงตาข่ายทำด้วยด้ายสีขาว ผูกรอบห่วงทุกห่วง
                ห่วงชัย ต้องแขวนกลางสนาม ขอบล่างของห่วงชัย ต้องได้ระดับสูงจากพื้นสนาม ดังนี้
                - ประเภทเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี และหญิง                ความสูงของห่วงชัย   5.50 เมตร
                - ประเภทประชาชน                                                           ความสูงของห่วงชัย    5.70 เมตร
3. ตะกร้อที่ใช้แข่งขัน
ตะกร้อให้สานด้วยหวาย 9-11 เส้น หรือผลิตด้วยใยสังเคราะห์ ซึ่งให้มีขนาดและน้ำหนัก ดังนี้
            - ประเภทเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี และหญิง ขนาดเส้นรอบวง ไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 200 กรัม
            - ประเภทประชาชน ขนาดเส้นรอบวงไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 240 กรัม
4. ให้ฝ่ายจัดการแข่งขัน จัดลูกตะกร้อไว้ ให้ผู้เข้าแข่งขัน ในกรณีที่ผู้เข้าแข่งขันนำลูกตะกร้อมาเอง จะต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการฯ ก่อนการแข่งขันทุกครั้ง หากลูกตะกร้อที่นำมาเองไม่ถูกต้องตามกติกา ต้องใช้ลูกตะกร้อที่คณะกรรมการฯ จัดไว้ ทำการแข่งขัน





5. กรรมการผู้ตัดสิน
                ต้องมีผู้ตัดสินอย่างน้อย 3 คน ให้ทำหน้าที่ บันทึกคะแนน, รักษาเวลา, ประกาศคะแนน และผู้ชี้ขาด
6. ทีมที่เข้าแข่งขัน
                6.1 ให้ส่งรายชื่อเข้าทำการแข่งขันได้ไม่เกิน 8 คน มีผู้เล่นเข้าทำการแข่งขัน 7 คน หากทีมใดมีผู้เล่นไม่ถึง 6 คน ไม่มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในครั้งนั้น โดยให้ส่งรายชื่อก่อนการแข่งขัน 30 นาที
                6.2 ในระหว่างแข่งขัน สามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ ซึ่งจะเปลี่ยนเวลาใดก็ได้ โดยผู้จัดการทีม ต้องยื่นขอต่อกรรมการผู้ชี้ขาด เมื่อลูกตะกร้อไม่ได้อยู่ในการเล่น (ลูกตาย) ซึ่งแต่ละทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นได้เพียง 1 คน โดยผู้ที่เปลี่ยนตัวเข้าไปใหม่ จะต้องไม่เล่น ในท่าที่ผู้เล่นเดิมทำครบแล้ว 2 ครั้ง และผู้ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกไปแล้ว จะไม่อนุญาตให้เปลี่ยนตัวกลับคืนได้อีก
                6.3 ผู้เล่นทุกคนต้องติดหมายเลขที่เสื้อด้านหน้า และด้านหลังอย่างเรียบร้อยด้วยตัวเลขที่อ่านง่าย สีของหมายเลขต้องตัดกับสีของเสื้อ หมายเลขด้านหลังต้องสูงไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร โดยผู้เล่นทีมเดียวกันจะใช้หมายเลขซ้ำกันไม่ได้
                6.4 เครื่องแต่งกายของผู้เล่น
                                สำหรับผู้ชายต้องสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ส่วนผู้หญิง ให้สวมเสื้อยืดมีแขน และกางเกงขาสั้นระดับเข่า สวมใส่รองเท้าพื้นยาง (ถุงเท้าด้วย) กรณีที่อากาศหนาวอนุญาตให้ผู้เล่นสวมใส่ชุดวอร์มแข่งขันได้         
                6.4.1 ส่วนต่างๆ ของเครื่องแต่งกายของผู้เล่นถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และชายเสื้อต้องอยู่ในกางเกงตลอดเวลาการแข่งขัน
                6.4.2 สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยเร่งความเร็วของลูกตะกร้อ หรือช่วยในการเคลื่อนที่ของผู้เล่น ไม่อนุญาตให้ใช้
6.5 เมื่อถึงเวลาการแข่งขัน คณะกรรมการจัดการแข่งขัน จะเริ่มจับเวลา โดยให้ถือเป็นเวลาของการแข่งขันของทีมนั้นๆ หากทีมนั้นพร้อมเมื่อใด ก็ให้ทำการแข่งขันตามเวลาที่เหลืออยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 นาทีแล้ว ยังไม่สามารถลงสนามแข่งขันหรือยังไม่พร้อมทำการแข่งขัน ให้ทีมนั้นหมดสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนั้นๆ โดยไม่มีอุทธรณ์










7. กำหนดเวลาการแข่งขัน
                7.1 ให้ใช้เวลาในการแข่งขัน 40 นาที เมื่อเวลาการแข่งขันผ่านไปครึ่งเวลา (20 นาที) กรรมการต้องประกาศให้ทราบทั้งเวลาและคะแนนที่ทำได้
                7.2 ผู้เข้าแข่งขันในทีมใดเกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างการแข่งขันอยู่ และไม่สามารถทำการแข่งขัน ให้ขออนุญาตจากกรรมการผู้ตัดสินออกจากสนามชั่วคราวได้
                7.3 หากนักกีฬาทีมที่บาดเจ็บนั้น จะกลับเข้าทำการแข่งขันต่อไปอีก ให้ขออนุญาตต่อกรรมการผู้ตัดสินก่อนทุกครั้ง ทั้งนี้ ต้องให้เป็นไปตาม ข้อ 6.1
8. การแข่งขัน
                8.1 ให้ผู้เล่น ยืนเป็นรูปวงกลม เว้นระยะห่างกันพอสมควร ในระหว่างการแข่งขันผู้เล่นจะสลับเปลี่ยนที่กันก็ได้
                8.2 เมื่อผู้ตัดสินให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน ให้ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งโยนลูกตะกร้อให้แก่คู่หนึ่งหรือคู่สองของตน ต่อจากนั้นไป เมื่อลูกตาย ผู้เล่นใดถูกลูกก่อนจะต้องเป็นผู้โยน และต้องโยนให้คู่หนึ่งหรือคู่สองของตน เพื่อเล่นต่อไปทุกคราว โดยผู้โยนและผู้รับลูกโยน ต้องอยู่นอกวงกลม
                8.3 เมื่อลูกตายแล้ว จะเปลี่ยนลูกตะกร้อก็ได้
                8.4 ในการโต้ลูก ห้ามไม่ให้ผู้เล่นใช้มือ ถ้าผู้เล่นใช้มือจับลูก ผู้เล่นที่ใช้มือจับลูกต้องโยนลูกให้คู่ของตนเตะแล้วปล่อยให้ลูกตายก่อน จึงนำลูกมาโยนเพื่อเล่นต่อไปได้
                8.5 กรณีต่อไปนี้ให้ถือเป็นลูกตาย ให้โยนใหม่
                                (1) ลูกตกถึงพื้นสนาม
                                (2) ลูกถูกมือผู้เล่น ยกเว้นกรณีที่ผู้เล่นเตะลอดบ่วงมือ แล้วลูกกระทบบ่วงมือนั้น
                                (3) ลูกติดกับห่วงชัย
                                (4) ลูกถูกวัตถุใดๆ ที่ไม่ใช่อุปกรณ์ตะกร้อลอดห่วง
                8.6 ถ้าลูกโต้ยังดีอยู่เข้าห่วง หรือลูกตะกร้อที่หวายขาดไปเกี่ยวกับตาข่าย และค้างอยู่ภายในรัศมีวงกลมห่วงชัย ให้กรรมการผู้ตัดสินให้คะแนนตามลักษณะของท่าที่กำหนดในข้อ 8.เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
                                (1) ผู้เล่นโต้ลูกโยนไปเข้าห่วง
                                (2) ผู้เล่นถูกลูกเข้าห่วงภายหลังสัญญาณหมดเวลา
                                (3) ลูกเข้าห่วงแล้วกระดอนออก
                                (4) ผู้เล่นคนใดเตะลูกเข้าห่วง ซ้ำท่าเกินกว่า 2 ครั้ง

ประวัติกีฬา ตระกร้อ

   เมื่อบรรพกาล อนุมานว่า ปี พ.. 2133-2149 (.. 1590-1606) ประเทศไทย เดิมชื่อ “ประเทศสยาม” เมื่อครั้ง “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง คนไทยหรือคนสยาม มีการเริ่มเล่นตะกร้อที่ทำด้วย “หวาย” ซึ่งเป็นการเล่น “ตะกร้อวง” (ล้อมวงกันเตะ)
                               ปี พ.. 2199-2231 (.. 1656-1688) มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ว่า ในสมัย “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวง มีคณะสอนศาสนาชาว “ฝรั่งเศส” มาพำนักในกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2205 (22 August 1662) มีการสร้างวัดนักบุญยอเซฟ นิกายโรมันคาทอริก ซึ่งมีบันทึกของ “บาทหลวง เดรียง โลเนย์” ว่าชาวสยามชอบเล่นตะกร้อกันมาก
                               ต่อมา ปี พ.. 2315 (.. 1771) เป็นช่วงหมดยุค “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นตอนต้นแห่งยุคสมัย “กรุงธนบุรี” เป็นเมืองหลวง ได้มีชาวฝรั่งเศสชื่อ “นายฟรังซัว อังรี ตุระแปง” ได้บันทึกในหนังสือชื่อ “HISTOIRE  DU  ROYAUME  DE  SIAM” พิมพ์ที่ “กรุงปารีส” ระบุว่า “ชาวสยาม” ชอบเล่นตะกร้อในยามว่างเพื่อออกกำลังกาย
                               ปี พ.. 2395 (.. 1850) ในยุค “กรุงรัตนโกสินทร์” หรือ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง ยังมีข้ออ้างอิงในหนังสือชื่อ “NARATIVE  OF  A  FESIDENCE  IN  SIAMของชาวอังกฤษชื่อ “นายเฟรเดอริค อาร์   เซอร์นีล” ระบุว่ามีการเล่นตะกร้อในประเทศสยาม
                               การเล่นตะกร้อ ของคนไทยหรือคนสยาม มีหลักฐานอ้างอิงค่อนข้างจะชัดเจนว่ามีการเล่นกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง พยานหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันหรืออ้างอิงได้ดีที่สุด น่าจะเป็นบทกวีในวรรณคดีต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยที่ร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ไว้ เช่น
                               ปี พ.. 2276-2301 (.. 1733-1758) ในยุคสมัย “พระเจ้าบรมโกศ” ครอง “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นยุคที่วรรณคดีหรือวัฒนธรรมด้านอักษรศาสตร์เฟื่องฟู ก็มีกวีหลายบทเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ”
                               ปี พ.. 2352-2366 (.. 1809-1823) เป็นยุคตอนต้นของ “กรุงรัตนโกสินทร์” (กรุงเทพมหานคร) เป็นเมืองหลวง สมัย “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” (รัชกาลที่ 2) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชนิพนธ์ร้อยกรองของวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” และเรื่อง “สังข์ทอง” มีบทความร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ด้วย
                               ปี พ.. 2366-2394 (.. 1823-1851) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ในบทกวีของ “สุทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เขียนบทกวี นิราศเมืองสุพรรณ ในปี พ.. 2384 (.. 1841) มีร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ไว้เช่นกัน
                               เหตุผลหรือข้ออ้างที่กล่าวมาทั้งหลายทั้งปวง ย่อมถือเป็นพยานหลักฐานไว้ว่า “คนสยามหรือคนไทย” ได้เล่น “ตะกร้อ” มาเป็นเวลาช้านานแล้ว
                               ปี พ.. 2468-2477 (.. 1925-1934) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 7) ได้มีการปรับปรุงหรือดัดแปลงการเล่นตะกร้อขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งมี “ตะกร้อลอดห่วง”, “ตะกร้อข้ามตาข่าย”, “ตะกร้อชิงธง”, “ตะกร้อพลิกแพลง” และ การติดตะกร้อตามร่างกาย”
                               ปี พ.. 2470 (.. 1927) โดย “หลวงมงคลแมน” ชื่อเดิม “นายสังข์ บูรณะศิริ” เป็นผู้ริเริ่มวิธีการเล่น “ตะกร้อลอดห่วง” และเป็นผู้คิดประดิษฐ์ “ห่วงชัยตะกร้อ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเดิม “ห่วงชัยตะกร้อ” เรียงติดกันลงมา มี 3 ห่วง แต่ละห่วงมีความกว้างไม่เท่ากัน กล่าวคือ ห่วงบนเป็นห่วงเล็ก, ห่วงกลางจะกว้างกว่าห่วงบน และห่วงล่างสุดมีความกว้างกว่าทุกห่วง เรียกว่า “ห่วงใหญ่”
                               ต่อมาได้มีการปรับปรุง-เปลี่ยนแปลง รูปทรงของห่วงชัยเป็น “สามเส้าติดกัน” โดยทั้ง 3 ห่วง (สามด้าน) มีความกว้างเท่ากัน ดังที่ใช้ทำการแข่งขันในปัจจุบัน
                            การติดตะกร้อตามร่างกาย บันทึกหรือเขียนไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะถือว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งการติดลูกตะกร้อไว้ตามร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องได้รับการฝึกอย่างมากประกอบกับพรสวรรค์ เพราะการติดลูกตะกร้อ ต้องกระทำกันโดยลูกตะกร้อลอยมาในอากาศ และผู้เล่นต้องใช้อวัยวะของร่างกาย เช่น หน้าผาก, ไหล่, คอ, คาง, ข้อพับแขน, ข้อพับขาด้านหลังหรือขาหนีบ เป็นต้น โดยไม่ให้ลูกตะกร้อตกพื้น ผู้ที่สมควรบันทึกไว้เป็นหลักฐานหรือเกียรติประวัติ มีจำนวน 5 คนได้แก่
                               1.  ปี พ.. 2470 (.. 1927) หม่องปาหยิน (คนพม่า) สามารถติดตะกร้อได้จำนวน 5 ลูก
                                    การที่นำเอาชื่อ หม่องปาหยิน บันทึกไว้เป็นประวัติการติดลูกตะกร้อของไทย ก็เพราะว่าหม่องปา
                                    หยิน อาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม มีภรรยาเป็นคนไทย, ประกอบอาชีพอยู่ในประ -
                                    เทศไทย จนเสียชีวิต
                               2.  นางชลอศรี ชมเฉวก เป็นชาว อำเภอหล่มสัก  จังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถติดลูกตะกร้อได้ จำนวน
                                    9 ลูก
                               3.  นายแปลง สังขวัลย์ เป็นชาว กรุงเทพมหานคร สามารถติดลูกตะกร้อได้ จำนวน 9 ลูก
                               4.  นายคล่อง ไตรสุวรรณ เป็นชาว อำเภอปากพนัง  จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถติดลูกตะกร้อ
                                     ได้ 11 ลูก
                               5.  นายประสงค์  แสงจันทร์ เป็นชาว จังหวัดสิงห์บุรี สามารถติดลูกตะกร้อได้จำนวน 24 ลูก ซึ่งมี
                                    การดัดแปลงลูกตะกร้อบางลูกให้เล็กลง (ปัจจุบันอายุ 64 ปี ยังสามารถทำการแสดงโชว์)
                               ในช่วงปี พ.. 2470 (.. 1927) คนสยามหรือคนไทย มีความชื่นชอบกีฬาตะกร้อกันอย่างแพร่หลายขึ้น เพราะตามเทศกาลงานวัดต่าง ๆ ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น วัดสระเกศ (ภูเขาทอง), วัดโพธิ์ท่าเตียน, วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) ได้เชิญ หม่องปาหยิน ไปแสดงโชว์การติดลูกตะกร้อตามร่างกาย ซึ่งมีการเก็บเงินค่าชมด้วย หลังยุค หม่องปาหยิน ยังมี หม่อมราชวงศ์อภินพ  นวรัตน์ (หม่อมป๋อง) เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสามารถเล่นตะกร้อพลิกแพลง ซึ่งก็ได้รับเชิญไปเดาะตะกร้อโชว์ตามเทศกาลงานวัด, โรงเรียน และมหาวิทยาลัยด้วย
                               ปี พ.. 2470 (.. 1927) ได้มีการจดทะเบียนก่อตั้ง “สมาคมกีฬาสยาม” อย่างเป็นทางการ โดยมี   “พระยาภิรมย์ภักดี” เป็น นายกสมาคมกีฬาสยาม คนแรก ซึ่งได้จัดให้มีการแข่งขัน “ตะกร้อข้ามตาข่าย” ที่ท้องสนามหลวง เป็นครั้งแรก
                               ปี พ.. 2472 (.. 1929) นายผล  พลาสินธุ์ ร่วมกับ นายยิ้ม  ศรีหงส์, หลวงสำเร็จวรรณกิจ และ ขุนจรรยาวิทิต ได้ปรับปรุง-แก้ไขวิธีการเล่น ตะกร้อข้ามตาข่าย ซึ่งบางคนก็ได้อ้างว่า กลุ่มของ นายผล  พลาสินธุ์ เป็นผู้คิดวิธีการเล่นตะกร้อ “ข้ามเชือก” มาก่อน โดยดัดแปลงจากกีฬา “แบดมินตัน” และได้มีการจัดการแข่งขันที่              “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นครั้งแรก
                               ข้ออ้างดังกล่าว ผู้เขียนไม่สามารถยืนยันได้ และขอยกคุณงามในคุณูปการให้แก่ทุกท่านที่กล่าวนามไว้เป็นสาระสำคัญ
                               ปี พ.. 2475-2479 (.. 1932-1936) นายยิ้ม  ศรีหงส์ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ “โรงพิมพ์ศรีหงส์” เป็น นายกสมาคมกีฬาสยาม คนที่ 2 ได้จัดการแข่งขันกีฬาไทยหลายอย่าง เช่น กีฬาว่าว, ตะกร้อลอดห่วง, ตะกร้อข้ามตาข่าย, ตะกร้อวงเล็ก, ตะกร้อวงใหญ่ และตะกร้อชิงธง ที่ท้องสนามหลวง เป็นการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของประเทศสยาม หรือประเทศไทย
                               ปี พ.. 2476 (.. 1933) นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ได้ก่อตั้ง “กรมพลศึกษา” และท่านก็ได้ดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมพลศึกษา” คนแรก จึงได้รับสมญานามว่า “บิดาแห่งกรมพลศึกษา” ซึ่งท่านเป็นผู้มีความสำคัญยิ่ง ในการปรับปรุง-แก้ไข วิธีการเล่นตะกร้อ โดยมีผู้ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญ จำนวน 5 คน คือ คุณพระวิบูลย์, คุณหลวงมงคลแมน, คุณหลวงประคูณ, พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์ และ พระยาภักดีนรเศรษฐ (นายเลิด) เป็นเจ้าของกิจการรถเมล์และโรงน้ำแข็ง
                               ปี พ.. 2479 (.. 1936) พระยาจินดารักษ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมพลศึกษา” คนที่ 2 ท่านได้เป็นประธานคณะกรรมการปรับปรุง-แก้ไข กติกากีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่ง “กรมพลศึกษา” ได้ประกาศใช้กติกากีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย อย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.. 2480 (.. 1937) และจัดให้มีการแข่งขันระหว่างโรงเรียนมัธยมชาย ขึ้นทั่วประเทศไทย ด้วย
                               ปี พ.. 2480-2484 (.. 1937-1941) นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ได้เป็น “นายกสมาคมกีฬาสยาม”
                               ในช่วงปี พ.. 2482 (ปี ค.. 1939) “ประเทศสยาม” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ประเทศไทย” จึงทำให้ นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย ร.. ดำรงตำแหน่งสองสถานภาพในคราวเดียวกัน กล่าวคือ ดำรงตำแหน่ง “นายกสมาคมกีฬาสยาม” และ “นายกสมาคมกีฬาไทย” ด้วย เพราะว่า “สมาคมกีฬาสยาม” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมกีฬาไทย” ตามการเปลี่ยนชื่อของประเทศ นั่นเอง
                               ปี พ.. 2484-2490 (.. 1941-1947) พระยาจินดารักษ์ เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย
                               ปี พ.. 2490-2498 (.. 1947-1955) พันเอกหลวงรณสิทธิ์ เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย
                               ปี พ.. 2497-2498 (.. 1954-1955) จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็น ผู้อุปถัมภ์พิเศษ
                               ปี พ.. 2498-2500 (.. 1955-1957) จอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล ร..
                                                                                                    เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย
                               ปี พ.. 2500-2503 (.. 1957-1960) พลเอกประภาส  จารุเสถียร เป็น นายกสมาคมกีฬาไทย
                               ในปี พ.. 2503 (.. 1960) พลเอกประภาส  จารุเสถียร ได้นำความกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์ปัจจุบัน) ขอให้ “สมาคมกีฬาไทย” อยู่ใน “พระบรมราชูปถัมภ์
                               วันที่ 18 เมษายน 2503 (18 April 1960) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับ “สมาคมกีฬาไทย” ไว้ใน “พระบรมราชูปถัมภ์”
                               สมาคมกีฬาไทย จึงได้เปลี่ยนสถานภาพเป็น “สมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
                               ปี พ.. 2502 (.. 1959) ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาแหลมทอง” หรือ “เซียพเกมส์” ครั้งที่ 1 ประเทศพม่า ได้นำนักกีฬาตะกร้อ (พม่า เรียกตะกร้อว่า “ชินลง”) มาเล่นหรือแสดงตามรูปแบบของพม่า ให้คนไทยได้ชมในลักษณะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
                               ปี พ.. 2504 (.. 1961) ประเทศพม่า เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กีฬาเซียพเกมส์ ครั้งที่ 2 ได้เชิญนักกีฬาตะกร้อไทยไปร่วมโชว์แสดง ซึ่งประเทศไทย ได้ส่งทีมตะกร้อลอดห่วง ไปทำการโชว์แสดง และได้รับการชื่นชอบจากชาวพม่าเป็นอย่างมาก
                               ปี พ.. 2504-2511 (ปี ค.. 1961-1968) พลเอกประภาส  จารุเสถียร เป็น นายกสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

                               ปฐมเหตุแห่งการบรรจุเข้าสู่กีฬาระดับชาติ
                               กีฬาตะกร้อ เป็นกีฬาของชนชาติเอเชีย ซึ่งมีหลายประเทศนิยมเล่นกัน แต่ละประเทศก็มีวิธีการเล่นหรือกติกาที่แตกต่างกัน
                               พม่า          เตะกันแบบล้อมเป็นวง (5-6 คน) พม่า เรียกตะกร้อว่า “ชินลง”
                               มาเลเซีย   เล่นตะกร้อข้ามตาข่าย ซึ่งดัดแปลงการเล่นมาจากกีฬาวอลเลย์บอล แต่ได้กำหนดให้สนามเล็กลง และมีผู้เล่นน้อยลง (จาก 6 คน เหลือ 3 คน) เรียกว่า “เซปัก รากา จาริง” โดยแปลความหมายได้ว่า “เตะตะกร้อข้ามตาข่าย” มาเลเซีย เรียกตะกร้อว่า “รากา”